วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559
12/10/59 เจ้าสัวเจริญทุ่ม 4 พันล้าน ขึ้นศูนย์การค้า 'เกตเวย์ บางซื่อ'
ประจำวันที่ 12/10/59
"ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์" ธุรกิจเครือเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สบช่องซัพพลายศูนย์การค้าย่านบางซื่อ ทุ่ม 4,000 ล้าน ขึ้นศูนย์การค้า "เกตเวย์ บางซื่อ" ตอบรับการเติบโตของคอมมูนิตี้ครบวงจร คาดเปิดให้บริการปลายปี 61
นายณภัทร เจริญกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มไลฟ์สไตล์และไฮเวย์ กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด ในเครือกลุ่มทีซีซีแลนด์ เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้เริ่มพัฒนาโครงการศูนย์การค้าเกตเวย์ บางซื่อ เพื่อสร้างให้เป็นศูนย์กลางด้านบริการอย่างครบวงจร สอดรับกับแผนการขยายพื้นที่ย่านบางซื่อให้เป็น "ชุมชนเมืองใหญ่" แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
หากวิเคราะห์ในด้านศักยภาพของประชากรในพื้นที่ดังกล่าว พบว่าผู้ที่อยู่อาศัยในย่านบางซื่อมีรายได้เฉลี่ยอยู่ในอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถด้านกำลังซื้อ นอกจากนี้ ความหลากหลายในรูปแบบของประชากรที่รวมทั้งกลุ่มวัยรุ่น เพราะมีสถานศึกษาทุกระดับจำนวนมาก คนทำงานซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงรัฐสภาแห่งใหม่ และกลุ่มผู้อยู่อาศัยซึ่งเฉพาะคอนโดมิเนียมก็มีจำนวนมากกว่า 30,000 ยูนิต ยังไม่รวมที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ มองเห็นโอกาสในการเติบโตหากขยายการลงทุนมาเจาะกลุ่มเป้าหมายในย่านนี้
และที่สำคัญแผนการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมของภาครัฐยังเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้ย่านบางซื่อกลายเป็นศูนย์การการสัญจรในปัจจุบันในอนาคตอันใกล้ ในขณะที่ปริมาณศูนย์การค้าในย่านนี้ยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่หลากหลายดังที่เห็น ณ ปัจจุบัน
ทั้งนี้ ศูนย์การค้า "เกตเวย์ บางซื่อ" ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นที่ 9 ไร่ โดยมีพื้นที่ปล่อยเช่ารวม 40,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 400 ร้านค้า เพื่อเติมเต็มความต้องการของกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น, กลุ่มคนทำงาน และกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านดังกล่าว มีพื้นที่จอดรถ 1,200 คัน โดดเด่นด้วยทำเลที่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบางโพเพียง 170 เมตร และสถานีรถไฟฟ้าเตาปูน 650 เมตรเท่านั้น
มาแล้ว! เจ้าสัวเจริญทุ่ม4พันล้าน ขึ้นศูนย์การค้า"เกตเวย์ บางซื่อ"รับรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน-ม่วง เปิดปี’61
© ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ มาแล้ว! เจ้าสัวเจริญทุ่ม4พันล้าน ขึ้นศูนย์การค้า"เกตเวย์ บางซื่อ"รับรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน-ม่วง เปิดปี’61
สถานีดังกล่าวถือเป็นจุด Interchange ที่สำคัญซึ่งเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง, สายสีน้ำเงิน และสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย โดยภายในศูนย์การค้ามีการสร้างความหลากหลายของสินค้าเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างครบครัน ประกอบด้วย โซน Urban Market ที่วางคอนเซ็ปต์และบรรยากาศให้มีกลิ่นอายความเป็นตลาดที่ยกระดับมาตรฐานการบริการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหวานใน Take Home, สินค้าเครื่องครัวเครื่องใช้ สินค้าและบริการเกี่ยวกับการดำรงชีวิตพื้นฐาน โซน Everyday Fashion ที่มีการรวบรวมสินค้าทั้งแบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า ชุดกีฬา รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง
ไฮไลต์คือ Urbano Zone ที่รวมเทรนด์เมโทรแฟชั่นไว้อย่างครบครัน เพื่อให้ลูกค้าได้สนุกไปกับการแต่งตัวในโลกแฟชั่น โซน All About Home ซึ่งรวมสินค้าและบริการต่างๆ เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน ร้านหนังสือ บริการทางการเงินและไอทีไว้อย่างครบครัน โซน (F&B) เป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังไว้มากมาย เพื่อให้นักชิมทุกท่านได้ลิ้มลองและอิ่มอร่อยกับทุกเมนูในทุกๆ มื้อ
โซน Work & Play & Learn แหล่งรวมความสนุก ความรู้ และส่งเสริมทางความคิด ไอเดียสร้างสรรค์ ให้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสอนพิเศษ, ติวเตอร์, Kids zone สำหรับวัยเด็กและวัยเรียน Co-working space, พื้นที่สำนักงานเช่าสำหรับวัยทำงานและ starter ต่างๆ อีกทั้งยังมีบริการโรงภาพยนตร์และบริการด้านเกมส์ รวมถึงฟิตเนสสำหรับคนรักสุขภาพ และ Sky Garden แห่งแรกและแห่งเดียวในย่านบางซื่อ โดยกำหนดอัตราเช่าไว้ประมาณ 1,200 บาทต่อตารางเมตร
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.msn.com/th-th/news/other/เจ้าสัวเจริญทุ่ม-4-พันล้าน-ขึ้นศูนย์การค้า-เกตเวย์-บางซื่อ/ar-BBxhgtJ
วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559
29/10/59 "ปาร์คนายเลิศ"พร้อมช่วยพนักงานหางานใหม่
ประจำวันที่ 29/09/59
เมื่อวันที่ 29ก.ย. น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กรณีที่น.ส.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร
กรรมการผู้จัดการบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ประกาศปิด โรงแรมสวิสโฮเทล ปาร์คนายเลิศ
วันที่ (31ธ.ค.นี้) ว่า ขณะนี้ได้สั่งการณ์ให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่
4 เข้าไปตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นทราบว่าประสบปัญหาด้านการแข็งขันทางธุรกิจ จนต้องมีการขายกิจการ
ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ถือเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมากกว่า 388 คน ซึ่งหลังปิดกิจการสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพนักงานเหล่านี้จะทำอย่างไร
เพราะพนักงานส่วนใหญ่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปี
ดังนั้นกรมฯจึงเตรียมประสานกรมการจัดหางาน
สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เข้ามาช่วยหางานใหม่ หรือ พัฒนาทักษะหากต้องการเปลี่ยนสายงาน
ส่วนเรื่องเงินค่าชดเชย ผู้บริหารแจ้งว่ายินดีจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ตามกฎหมาย พร้อมจ่ายเงินโบนัสประจำปีจำนวน
1 เดือนให้ รวมทั้งช่วยหางานว่างจากโรงแรมอื่นๆให้ด้วย ทั้งนี้ กสร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ
และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพนักงานต้องการความช่วยเหลือให้เร่งดำเนินการทันที
"การปิดกิจการของโรงแรมสวิสโฮเทล
ปาร์คนายเลิศ ถือเป็นการประกาศค่อนข้างกะทันหัน เพราะที่ผ่านมาไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีการเลิกจ้าง
จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศเฝ้าระวัง หากพบบริษัทใดมีปัญหาให้เข้าไปพูดคุยและให้คำแนะนำทันที
เพื่อระงับเหตุก่อนปัญหาจะรุนแรงถึงขั้นเลิกจ้าง"น.ส.พรรณี ระบุ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.posttoday.com/biz/news/457422
29/10/59 BDMS ซื้อ'ปาร์คนายเลิศ'ผุดศูนย์สุขภาพใหญ่สุดในเอเชีย
ประจำวันที่ 29/09/59
กลุ่มรพ.กรุงเทพดันไทยขึ้นเมดิคัลฮับทุ่ม
10,800 ล้านบาทซื้อโครงการ ปาร์คนายเลิศ
ผุดศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย "เล็ก
ปาร์คนายเลิศ" ขอบคุณพนักงาน รับจำต้องปิดกิจการหลังสู้เต็มที่แล้ว
นางนฤมล น้อยอ่ำ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ(BDMS)
บริษัทผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ของประเทศ
แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทและบริษัทย่อยเข้าซื้อที่ดินบริเวณ
โครงการปาร์คนายเลิศ ซึ่งตั้งอยู่ที่เลขที่ 2 ถนนวิทยุ
แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จำนวนเนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่
และสิ่งปลูกสร้างซึ่งประกอบด้วย อาคาคโรงแรมสวิส โฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ อาคาร Promenade
และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว จากนางสัณหพิศ
สมบัติศิริ และนางพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นจำนวนเงินประมาณ 10,800 ล้านบาท ซึ่งได้ชำระไปแล้ว 1,080 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559
ส่วนที่เหลือบริษัทจะชำระในวันรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯดังกล่าวประมาณไตรมาส
2 ของปี 2560
สำหรับ
เงินที่จะใช้ในการซื้อทรัพย์สินในครั้งนี้ มาจากกระแสเงินสดภายในบริษัท
การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน การออกหุ้นกู้ หรือ หุ้นกู้แปลงสภาพ
คาดว่าการกู้ยืมหรือการออกหุ้นกู้จะไม่มีเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นของบริษัท
ทั้งนี้
บริษัทมีแผนนำพื้นที่ดังกล่าวไปพัฒนาโครงการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร BDMS
Wellness Clinic โดยกำหนดงบประมาณลงทุนและปรับปรุงทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจดังกล่าวประมาณ
2,000 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่ารายการทั้งสิ้นประมาณ 12,800 ล้านบาท
สำหรับ รายละเอียดของทรัพยสินที่จะซื้อ
ประกอบด้วย 1.ที่ดินบริเวณโครงการ ปาร์คนายเลิศ
ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ และอาคารสำนักงาน Promenade
2.อาคารสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดบนที่ดิน
ประกอบด้วย อาคารโรงแรมสูง 6 ชั้น พื้นที่ประมาณ 40,300 ตารางเมตร บางส่วนของอาคารโรงแรมตั้งอยู่บนที่ดินที่ไม่ได้จะทำการซื้อขาย
ซึ่งจะต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่เจ้าของกรรมสิทธิ์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันโอนกรรมสิทธิ์
โดยอาคารส่วนที่อยู่บนที่ดินที่จะทำการซื้อขาย มีพื้นที่ประมาณ 28,600 ตารางเมตร อาคารสำนักงาน Promenade สูง 12 ชั้น พื้นที่ประมาณ 31,000 ตารางเมตร และ
อาคารชั้นเดียวซึ่งใช้เป็นห้องอาหารพนักงาน พื้นที่ประมาณ 400 ตารางเมตร และ ทรัพย์สินซึ่งเป็นส่วนควบของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
ระบบสาธารณูปโภค งานระบบ ทรัพย์สินอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง
รายการครั้งนี้
ผู้จะขายไม่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันกับบริษัท
โดยการเข้าทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทที่ 2 คือ เป็นรายการที่มีมูลค่าเท่ากับ 15% หรือ สูงกว่า
แต่ต่ำกว่า 50% ตามประกาศรายการได้มา หรือ จำหน่ายไป
ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ.20/2551
และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์
พ.ศ.2547 ดังนั้น
บริษัทจึงมีหน้าที่ต้องเปิดเผยสารสนเทศการทำรายการของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นอกจากนี้
ที่ประชุมยังอนุมัติให้บริษัทจัดตั้งบริษัทย่อยซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% ภายใต้ชื่อ บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด("BDMS
Wellness Clinic Company Limited")โดยมีทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อและรับโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินโครงการ
BDMS Wellness Clinic มุ่งดูแลให้ผู้ใช้บริการมีสุขภาพที่แข็งแรงในองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจรวมถึงมีอายุยืนยาว
เน้นไปที่บริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
บริการทางด้านสุขภาพระบบประสาทและสมอง ขยายกิจการและเพิ่มขีดความสามารถของคลินิกต่างๆ
ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
บริษัท
มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จ เพราะ
แนวคิดด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งพบเห็นได้จากการตัวของกระแสรักษ์สุขภาพ
ทั้งในด้านโภชนาการ และอาหารเสริม การออกกำลังกาย
และการใช้บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกันก่อนที่จะเจ็บป่วย
ในส่วนของโรงพยาบาลในเครือของบริษัทก็พบว่ามีผู้มารับบริการทางการแพทย์ในด้านที่เกี่ยวข้องกับกระแสดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงในปัจจุบัน
มีผู้ประกอบการเพียงน้อยรายในโลกที่เปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร
ซึ่งสถาบันที่มีชื่อเสียงล้วนตั้งอยู่ในทวีปยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา
โครงการนี้ของบริษัท
จึงเป็นโครงการแรกในเอเชีย เชื่อว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากความพร้อมทางด้านการให้บริการทางการแพทย์ที่มีอยู่ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการพัฒนาผลิภัณฑ์และการให้บริการทางการแพทย์และจากโครงการความร่วมมือกับสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำต่างๆ
ผสมผสานกับจุดเด่นของประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการให้บริการ
เพื่อให้ธุรกิจศูนย์สุขภาพแบบครบวงจรนี้จะเป็นธุรกิจที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว
และมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
นอกจากนี้
ที่ดินผืนดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวที่โดดเด่นท่ามกลางศูนย์รวมความเจริญสมัยใหม่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพ
และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะนำมาพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร
ทั้งในแง่ความร่มรื่นที่จะช่วยสร้างบรรยากาศอันผ่อนคลายให้แก่ผู้ที่เข้ามารับบริการและในแง่ของที่ตั้งซึ่งมีความสะดวกสบายแก่ผู้เข้ารับบริการและช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ
ขณะที่ น.ส.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการ
บริษัท โรงแรม ปาร์คนายเลิศ ได้เขียนประกาศด้วยลายมือใส่กระดาษแผ่นใหญ่ 2 แผ่น
แจ้งข่าวการปิดกิจการโรงแรมให้กับพนักงานในโรงแรมได้รับทราบโดยติดไว้ที่บอร์ดภายในโรงแรมโดยมีใจความว่า
"ถึงพนักงานปาร์คนายเลิศทุกคน
เล็ก ในฐานะกรรมการผู้จัดการและลูกหลานของปาร์คนายเลิศ ขอเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น
คณะกรรมการ ผู้บริหารและครอบครัว แจ้งข่าวสำคัญให้พนักงานทุกคนทราบ
หลายๆ
คนทำงานที่นี่มาตั้งแต่วันแรกที่โรงแรมเปิด มีโอกาสได้รู้จัก ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์
สมบัติศิริ ซึ่งท่านเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมปาร์คนายเลิศแห่งนี้ หลายๆ
คนทำงานในช่วงเวลาที่ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ
หรือบางคนเพิ่งเข้ามาทำงานในช่วงหลัง แต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนก็ตาม ตลอด 36 ปี ของโรงแรมปาร์คนายเลิศ พวกเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาด้วยกัน ทั้งเรื่อง
ทุกข์และสุข เรื่องง่ายและยาก เราก็สามารถผ่านมาด้วยกันแล้วทุกครั้ง
แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูงมาก
โรงแรมใหม่ๆ เปิดทั่วทุกมุมถนน คณะผู้บริหารทุกท่านต่างอดทนและทำงานหนัก
เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เพื่อความอยู่รอดของโรงแรมมาโดยตลอด แต่สุดท้าย
ทุกอย่างย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
วันนี้ เล็ก
จึงขอเป็นตัวแทนแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบว่า
เรามีความจำเป็นที่ต้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมปาร์ค นายเลิศ อย่างเป็นทางการ
ตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไป ซึ่งผู้บริหารจะรับผิดชอบค่าชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
พร้อมโบนัสอีก 1 เดือน
สำหรับพนักงานที่มีสิทธิได้รับโบนัสตามกฎของบริษัท
และสินน้ำใจจากครอบครัวอีกจำนวนหนึ่งให้กับพนักงาน
นอกจากนั้น
เรายังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัท ACCOR ซึ่งขณะนี้เป็นเจ้าของ
SWISSOTEL หรือ FRHI แล้ว ทางบริษัท ACCOR
จะรับพิจารณาพนักงานที่สนใจเข้าสมัครงาน ณ โรงแรมในเครือ ACCOR
ต่อไป หากมีคำถามหรือข้อสงสัย เล็ก
ขอให้ติดต่อที่ฝ่ายบุคคลเพื่อข้อมูลที่ชัดเจนต่อไป
เล็ก
ขอความร่วมมือจากทุกคนให้ช่วยกันทำงานในหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดจนวันสุดท้าย
เล็ก ขอขอบคุณพนักงานทุกคน จากใจ ที่ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจมาโดยตลอด
ถ้าไม่มีพวกเรา ปาร์คนายเลิศ จะไม่สามารถยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
และสุดท้ายเล็กขอฝากปาร์คนายเลิศให้อยู่ในหัวใจและความทรงจำที่ดีของทุกคนตลอดไป"\
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.posttoday.com/biz/news/457272
28/09/59 อุตสาหกรรมหนังสือดิ้นสู้ปัจจัยลบผุดคอมมูนิตี้รับเทรนด์คนรุ่นใหม่....
ประจำวันที่ 28/09/59
โดย...จะเรียม
สำรวจ....
แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น
แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา
เนื่องจากผู้บริโภคยังคงชะลอการจับจ่ายใช้สอยในการซื้อหนังสือ เพราะหนังสือไม่ถือเป็น
1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นที่ผู้บริโภคต้องซื้อใช้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้
การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
ส่งผลให้ปริมาณการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มมีการปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว
ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนังสือไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหนังสือ
หรือผู้ประกอบการร้านหนังสือ ต้องปรับตัวอย่างหนัก
เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
ทิพย์สุดา
สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า จากสภาพสังคม
และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ทางสมาคมได้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในการเข้าร้านหนังสือ
และจากการทาวิจัยทำให้พบว่า
ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มนักอ่านตัวยงไม่ได้มีอัตราการอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก
เพราะว่ากลุ่มผู้ที่เคยอ่านหนังสือก็ยังคงอ่านหนังสือเหมือนเดิม
แต่ประเภทของหนังสือที่อ่านจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ทั้งนี้
กลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่ที่เริ่มอ่านหนังสือจะเริ่มที่ประเภทนวนิยายก่อน
หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจและช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
เช่น เรียนหนัก หรือเปลี่ยนงานใหม่
ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีการเลือกซื้อหนังสืออ่านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในช่วงนั้น และช่องทางออนไลน์ก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้นักอ่านมีช่องทางในการอ่านมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม
กลุ่มที่อ่านหนังสือในช่องทางออนไลน์ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกับผู้ที่อ่านหนังสือเป็นรูปเล่ม
เพราะกลุ่มที่นิยมอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มจะไม่นิยมอ่านหนังสือในรูปแบบออนไลน์ เช่นเดียวกับกลุ่มที่อ่านหนังสือออนไลน์จะไม่นิยมอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มเช่นกัน
อย่างไรก็ดี
จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับมือ
โดยเฉพาะเจ้าของร้านหนังสือที่อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบของการทำการตลาดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางของร้านให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการสร้างคอมมูนิตี้
เอ็นเกจเมนท์ ของกลุ่มผู้อ่าน
ด้วยการจัดโซนให้นั่งอ่านหนังสือพร้อมบริการคาเฟ่ภายในร้าน เพื่อรองรับกิจกรรมของกลุ่มผู้อ่าน
รวมไปถึงการปรับรูปแบบร้านให้มีบริการในกึ่งโค-เวิร์กกิ้งสเปซ
เพื่อรองรับเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้
ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นในภาพรวม
ด้วยการเจาะไปที่หนังสือบางประเภทที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เช่น
นิยายและวรรณกรรม เพราะหนังสือดังกล่าวจะเป็นหนังสือที่คนจะเริ่มอ่านเป็นประเภทแรก
จรัญ
หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า
ปัจจุบันหนังสือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ หนังสือที่เกี่ยวกับหุ้น
เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
ผู้บริโภคจึงให้ความสนใจหนังสือประเภทที่ทาอย่างไรจะให้รวยขึ้น แต่ถ้าหากมองหนังสือที่มียอดขายมากที่สุดในปีนี้ยังคงเป็นกลุ่มนวนิยาย
เนื่องจากสามารถอ่านได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา
เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม ประกอบกับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสนับสนุนในเรื่องของการอ่านมากนัก
เห็นได้จากการอนุมัติงบสนับสนุนในด้านของการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดลดลง
ซึ่งจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังสือในปี 2559 นี้ยังคงมีมูลค่าประมาณ 1.2-1.3
หมื่นล้านบาท
แม้ว่าอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้จะยังไม่มีอัตราการเติบโต
แต่อุตสาหกรรมหนังสือก็ยังคงต้องขับเคลื่อนไป
โดยล่าสุดได้มีการรวมตัวกันจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ระหว่าง วันที่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด
"เสนอหน้า" ภายในงานจะมีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงานประมาณ 406 ราย รวม 934 บูธ บนพื้นที่ 2.1 หมื่น ตร.ม.
จรัญ
กล่าวอีกว่า ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้จะมีการนำหนังสือคุณภาพราคา 20 บาท มาจำหน่ายเพิ่มขึ้น
เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้อ่าน ซึ่งหลังจากจบการจัดงานดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า
2 ล้านคน และมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท แม้ว่าจะปรับตัวลดลงจากปี 2552-2553 ที่มีเงินสะพัดสูงถึง
800 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในขณะนี้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.posttoday.com/biz/news/457054
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559
(Investment Credit)
สินเชื่อเพื่อการลงทุนหรือสินเชื่อระยะยาว (Investment Credit)
เป็นการจัดหาเงินทุนระยะยาวโดยการกู้ยืมเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ถาวรและนำไปใช้ในการดำเนินงานของกิจการได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร อุปกรณ์และสินทรัพย์ถาวรอื่นๆ นอกจากนี้ยังอาจนำมาใช้เป็นทุนดำเนินงานถาวร (permanent working capital) ของกิจการ คือใช้ซื้อสินค้าและขยายจำนวนสินค้าคงเหลือเพื่อขายเชื่อและใช้เป็นทุนหมุนเวียนตลอดไปก็ได้ ผู้กู้จะทำหลักฐานสัญญาว่าจะใช้คืนเงินกู้ในอนาคตแก่ผู้ให้กู้โดยระบุจำนวนเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยในรูปของพันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือหุ้นกู้ ซึ่งแบ่งออกได้หลายชนิดเช่น หุ้นกู้มีหลักประกัน หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นกู้จำนองเป็นต้น โดยทั่วไปการกู้ระยะยาวผู้ให้กู้ต้องการหลักประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัย สินเชื่อเพื่อการลงทุนจะมีระยะเวลาตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ในทางปฏิบัติอายุการใช้งานของสินทรัพย์ที่ได้มาจากการใช้สินเชื่อและความมั่นคงของกิจการจะถูกนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเป็นพื้นฐาน
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559
15/09/59 เอ็มซิมแบงก์ปล่อยกู้“เชาว์สตีล”ก่อสร้างโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น
ประจำวันที่ 15/09/59
“เอ็กซิมแบงก์”ปล่อยกู้กลุ่ม"เชาว์ สตีล" 3,360 ล้านบาท ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น
นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามกับ นายอนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาว คู เมน ไว กรรมการ และนายสงวนเกียรติ์ ลิ่วมโนมนต์ กรรมการ บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้กลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล ในสัญญาสนับสนุนทางการเงินของเอ็กซิมแบงก์ 9,880 ล้านเยน หรือประมาณ 3,360 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทนำไปใช้ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 38 เมกะวัตต์ (MW)
จนถึงปัจจุบันเอ็กซิมแบงก์ สนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้ในการขยายการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของกลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล รวมแล้วกว่า 47 MW ซึ่งเมื่อรวมกับกำลังการผลิตปัจจุบันที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว จะทำให้กลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล มีกำลังการผลิตในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 70 MW
ทั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบัน ที่ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ภายหลังจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เมืองฟุกุชิมา ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 24% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าภายในปี 2573
ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ ชีวมวล และความร้อนใต้พิภพยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 12% จึงเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุนไทยที่จะขยายการลงทุนด้านพลังงานในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล ถือเป็นกลุ่มนักลงทุนไทยรายแรกๆ ที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นมานานกว่า 2 ปี และมีเป้าหมายขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 20 ปี
ขณะที่ เอ็กซิมแบงก์ มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้นักลงทุนไทยขยายฐานการลงทุนไปยังต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างยั่งยืน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/718134
12/09/59 ดับบลิวเอชเอกรุ๊ป ร่วมโครงการสินเชื่อไทยพาณิชย์ มุ่งดึงดูดนักลงทุนจีน
ประจำวันที่ 12/09/59
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ ภายใต้โครงการสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินประกอบธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการด้านสินเชื่อและบริการของธนาคารแก่กลุ่มนักธุรกิจชาวจีนที่ต้องการลงทุนซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของเหมราชได้สะดวก รวดเร็ว และสามารถดำเนินธุรกิจได้คล่องตัว พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thaipr.net/finance/725079
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



