ประจำวันที่ 7/09/59
แบงก์กสิกรไทยชี้อุตสาหกรรมไทย 1 ใน 4 เสี่ยงสูง หรือมี 1,000
อุตสาหกรรมที่ถูกขึ้นบัญชีจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและธนาคารไม่ปล่อยกู้จากทั้งหมด 4,000 อุตสาหกรรม ล่าสุดถูกขึ้นบัญชีเสี่ยงเพิ่มอีก 108 อุตสาหกรรม
เบรกปล่อยกู้กลุ่มเหล็ก-จิวเวลรี่-พืชไร่และเกษตรกรรายเล็ก ขณะที่ปัญหาขาดสภาพคล่องเอสเอ็มอีเริ่มคลี่คลาย
ด้านธุรกิจโรงแรมอ่วมเจอพิษทัวร์ศูนย์เหรียญจากจีนกดค่าห้องจนขาดสภาพคล่อง
นายพัชร สมะลาภา
รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า
ธนาคารได้จัดหมวดหมู่อุตสาหกรรมในประเทศไทยออกเป็น 4,000 อุตสาหกรรม
พบว่ามีอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง ที่ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นอีก 108 อุตสาหกรรม จากเดิมมีอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 1,000 อุตสาหกรรม โดยหมวดอุตสาหกรรมใหญ่ๆ
ที่ธนาคารระมัดระวังไม่ปล่อยสินเชื่อได้แก่ เหล็ก อัญมณีหรือจิวเวลรี่ พืชไร่
และเกษตรกรรายเล็ก ประเมินว่าอุตสาหกรรมที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
และแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อจะกลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลา 3-4 ปี
“อุตสาหกรรมเหล็กธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปี
57 ลูกค้าเดิมที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร
เมื่อครบกำหนดก็ไม่มีการปล่อยกู้เพิ่ม ส่วนธุรกิจอัญมณีที่มีความเสี่ยง
เนื่องจากราคานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศกับราคาส่งออกไม่ตรงกัน”
นายพัชรยังกล่าวว่า
ธุรกิจโรงแรมไทยเป็นอีกธุรกิจที่มีความเสี่ยงมีปัญหาสภาพคล่อง
หลังได้รับผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีมานี้ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนมากจะขอสินเชื่อจากธนาคารไปสร้างโรงแรม
เพื่อรับนักท่องเที่ยวจากจีนที่กำลังขยายตัว แต่ปรากฏว่าเมื่อสร้างเสร็จ
ไม่สามารถขายห้องพักได้ตามแผน เพราะถูกทัวร์จีนกดราคา เช่น ราคาห้องที่แท้จริง 5,000 บาท แต่ขายได้เพียง 2,000 บาท
หากไม่ยอมขายในราคาต่ำ ก็จะไม่ส่งนักท่องเที่ยวมาเข้าพัก ส่งผลให้มีโรงแรมหลายแห่งเริ่มหมุนเงินไม่ทัน
ต้องนำเงินที่กู้เผื่อไว้สำหรับใช้ปรับปรุงตกแต่งโรงแรมไปเป็น เงินหมุนเวียนแทน
ส่งผลให้ความต้องการขอกู้ของผู้ประกอบการโรงแรมเพื่อไปลงทุนใหม่ไม่มี
แต่ส่วนใหญ่จะขอกู้เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องแทน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการปล่อยกู้ลูกค้าโรงแรมทั้งหมด
6% จากพอร์ตสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่และเอสเอ็มอีทั้งหมด 1.1 ล้านล้านบาท
สำหรับธุรกิจที่มีอนาคตและธนาคารต้องการสนับสนุนสินเชื่อได้แก่
รับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับอานิสงส์จากการก่อสร้างโครงการภาครัฐ
ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเครื่องดื่ม และฮาร์ดแวร์ เป็นต้น
นายพัชรกล่าวอีกว่า
ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี
ได้ลดลงไปมากโดยผู้ประกอบการปรับตัวรับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดีขึ้น
เห็นได้จากมาตรการช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่ปี
57 ถึงปัจจุบัน มียอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการช่วยเหลือ 149,000 ล้านบาท มียอดสินเชื่อคงค้างของลูกค้าที่เข้ามาตรการ
24,000 ล้านบาท และมีหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการแล้วสามารถกลับมาผ่อนชำระปกติคิดเป็น
97% ของยอดสินเชื่อที่เข้ามาตรการ โดยมีหนี้เสียที่เกิดขึ้นจริงๆ เพียง 3%
เท่านั้น หรือคิดเป็นวงเงินสินเชื่อราว 5,000 ล้านบาท
ที่ลูกค้าไม่ สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ต้องเข้าสู่ขบวนการยึดทรัพย์
“เอ็นพีแอลของสินเชื่อเอสเอ็มอีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นบ้าง
แต่หลังจากนั้นเอ็นพีแอลจะเริ่มปรับตัวลง ดังนั้นสถานการณ์เอ็นพีแอลไม่น่าห่วง เนื่องจากเลยจุดที่เอ็นพีแอลปรับเพิ่มอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 57”
สำหรับผลการดำเนินงานของสายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัทที่ดูแลลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่
ณ 30 มิ.ย.59 เติบโตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่
512,137 ล้านบาท เติบโต 9% จากสิ้นปี 58 สูงกว่าเป้าหมายทั้งปี 6 % ดังนั้นในช่วงครึ่งปีหลังต้องควบคุมการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่
ส่วนลูกค้าผู้ประกอบการหรือเอสเอ็มอี ในครึ่งปีแรกมีสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 628,693ล้านบาท เติบโต 2% จากสิ้นปี 58 และมั่นใจว่าสิ้นปีนี้สินเชื่อเอสเอ็มอีโตตามเป้าหมายที่ 5-7 % อย่างไรก็ตาม เอ็นพีแอลของสินเชื่อรายใหญ่ต่ำกว่า 2% และเอ็นพีแอลสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 4%.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thairath.co.th/content/714543

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น