วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

28/09/59 อุตสาหกรรมหนังสือดิ้นสู้ปัจจัยลบผุดคอมมูนิตี้รับเทรนด์คนรุ่นใหม่....


ประจำวันที่ 28/09/59


โดย...จะเรียม สำรวจ....
แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคยังคงชะลอการจับจ่ายใช้สอยในการซื้อหนังสือ เพราะหนังสือไม่ถือเป็น 1 ในปัจจัย 4 ที่จำเป็นที่ผู้บริโภคต้องซื้อใช้ในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ส่งผลให้ปริมาณการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มมีการปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนังสือไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหนังสือ หรือผู้ประกอบการร้านหนังสือ ต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า จากสภาพสังคม และเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ทางสมาคมได้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในการเข้าร้านหนังสือ และจากการทาวิจัยทำให้พบว่า ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มนักอ่านตัวยงไม่ได้มีอัตราการอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก เพราะว่ากลุ่มผู้ที่เคยอ่านหนังสือก็ยังคงอ่านหนังสือเหมือนเดิม แต่ประเภทของหนังสือที่อ่านจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ทั้งนี้ กลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่ที่เริ่มอ่านหนังสือจะเริ่มที่ประเภทนวนิยายก่อน หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจและช่วงชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เช่น เรียนหนัก หรือเปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีการเลือกซื้อหนังสืออ่านที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในช่วงนั้น และช่องทางออนไลน์ก็ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้นักอ่านมีช่องทางในการอ่านมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่อ่านหนังสือในช่องทางออนไลน์ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกับผู้ที่อ่านหนังสือเป็นรูปเล่ม เพราะกลุ่มที่นิยมอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มจะไม่นิยมอ่านหนังสือในรูปแบบออนไลน์ เช่นเดียวกับกลุ่มที่อ่านหนังสือออนไลน์จะไม่นิยมอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่มเช่นกัน
อย่างไรก็ดี จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับมือ โดยเฉพาะเจ้าของร้านหนังสือที่อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบของการทำการตลาดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางของร้านให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการสร้างคอมมูนิตี้ เอ็นเกจเมนท์ ของกลุ่มผู้อ่าน ด้วยการจัดโซนให้นั่งอ่านหนังสือพร้อมบริการคาเฟ่ภายในร้าน เพื่อรองรับกิจกรรมของกลุ่มผู้อ่าน รวมไปถึงการปรับรูปแบบร้านให้มีบริการในกึ่งโค-เวิร์กกิ้งสเปซ เพื่อรองรับเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ ควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นในภาพรวม ด้วยการเจาะไปที่หนังสือบางประเภทที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เช่น นิยายและวรรณกรรม เพราะหนังสือดังกล่าวจะเป็นหนังสือที่คนจะเริ่มอ่านเป็นประเภทแรก
จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า ปัจจุบันหนังสือที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ หนังสือที่เกี่ยวกับหุ้น เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ผู้บริโภคจึงให้ความสนใจหนังสือประเภทที่ทาอย่างไรจะให้รวยขึ้น แต่ถ้าหากมองหนังสือที่มียอดขายมากที่สุดในปีนี้ยังคงเป็นกลุ่มนวนิยาย เนื่องจากสามารถอ่านได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย
สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม ประกอบกับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสนับสนุนในเรื่องของการอ่านมากนัก เห็นได้จากการอนุมัติงบสนับสนุนในด้านของการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดลดลง ซึ่งจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นดังกล่าวจึงทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมหนังสือในปี 2559 นี้ยังคงมีมูลค่าประมาณ 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าอุตสาหกรรมหนังสือในปีนี้จะยังไม่มีอัตราการเติบโต แต่อุตสาหกรรมหนังสือก็ยังคงต้องขับเคลื่อนไป โดยล่าสุดได้มีการรวมตัวกันจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ระหว่าง วันที่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด "เสนอหน้า" ภายในงานจะมีสำนักพิมพ์เข้าร่วมงานประมาณ 406 ราย รวม 934 บูธ บนพื้นที่ 2.1 หมื่น ตร.ม.
จรัญ กล่าวอีกว่า ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้จะมีการนำหนังสือคุณภาพราคา 20 บาท มาจำหน่ายเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นความสนใจผู้อ่าน ซึ่งหลังจากจบการจัดงานดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน และมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท แม้ว่าจะปรับตัวลดลงจากปี 2552-2553 ที่มีเงินสะพัดสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในขณะนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.posttoday.com/biz/news/457054


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น