วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559
05/08/2559 ผุดสินเชื่ออุ้มท่องเที่ยว
ประจำวันที่ 05/08/2559
นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสมาคมธนาคารไทยเห็นชอบร่วมกัน เตรียมออกแพ็กเกจสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้นำเงินไปปรับปรุงโรงแรม และขยายธุรกิจโรงแรม เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น โดยรายละเอียดของเงื่อนไขของสินเชื่ออยู่ระหว่างการพิจารณา และจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน หรือ กกร. ในวันที่ 6 ก.ย.นี้
“แพ็กเกจสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด เช่น อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการกู้ยืม และวงเงินสินเชื่อ แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไม่ต่ำเหมือนกับสินเชื่อซอฟโลน ซึ่งรายละเอียดของเงื่อนไข อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของสมาชิกสมาคมธนาคารไทย”
ขณะที่ในช่วง 2 ไตรมาสแรก ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. มีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสูงกว่าที่ประมาณการ ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่จากเดิมที่คาดการณ์จะเติบโต 3% อย่างไรก็ตาม จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นทำให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลังปล่อยได้มากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น
ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริโภค และธุรกิจท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ในช่วงไตรมาส 4 จะมีโครงการภาครัฐออกมาจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาครัฐ ธุรกิจเอสเอ็มอี จะได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้นไปด้วย
ทั้งนี้ในส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของธนาคารพาณิชย์ ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวยอดหนี้เอ็นพีแอลจะเริ่มนิ่ง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ควรติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือ.
สำหรับประการต่อมา เราต้องการปฏิรูปประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างต้องการปฏิรูป การให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ประเทศจะต้องมีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งตนเองและคณะกำลังทำเรื่องนี้อยู่และไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือการเน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม แต่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในเศรษฐกิจฐานราก หาวิธีการทำให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนามีรายได้มากขึ้นและเปลี่ยนเกษตรกรจากคนจนให้เป็นเกษตรกรที่เข้มแข็งยืนหยัดเท่าเทียมคนอื่นด้วย
“ผมได้หารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเกษตรกรลำบากมาก ขอให้ให้สินเชื่อให้กู้ยืมไปพัฒนาตัวเองซึ่งท่านนายกฯไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว จะมีมาตรการให้สินเชื่อ 60,000 ล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้านเมื่อเดือนกันยายน 2558 จากนั้นมาก็เห็นว่าการให้สินเชื่อยังไม่เพียงพอหรือไม่ยั่งยืน ผมจึงเรียนนายกฯให้มีการช่วยในครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้ หมู่บ้านคิดร่วมกันว่าต้องการอะไร รัฐบาลจึงอนุมัติงบให้อีก 35,000 ล้านบาทเพื่อให้ไปดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต้องจัดการชีวิตและอนาคตด้วยตัวเอง ถึงจะทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ใช่พูดทุกวันว่าประชาธิปไตยต้องมาแต่ไม่รู้สึกถึงหน้าที่และการบริหารจัดการ การดำเนินงานของรัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์”
ทั้งนี้ นอกจากประเด็นข้างต้นแล้วในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 23 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ โครงการที่เน้นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยเฉพาะ โดยโครงการแรกเป็นการปรับโครงสร้างการผลิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า การปลูกสินค้าอย่างเดียวเช่นยางพารา เมื่อมีปัญหาราคาตกก็ส่งผลให้เกิดความลำบากต่อการยังชีพ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องการทำให้เกษตรกรได้ปลูกพืชตามสิ่งที่ในหลวงตรัสไว้คือการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหลากหลายชนิด เพื่อให้หล่อเลี้ยงครอบครัวได้
ดังนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเสนอการใช้แนวทางให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหมายถึงกลุ่มลูกค้าของ ธ.ก.ส.ที่เป็นกลุ่มอาชีพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ปลูกพืชชนิดอื่น นอกเหนือจากที่เคยปลูกอยู่ประจำ โดยให้ชุมชนบริหารจัดการตนเอง ขณะที่ทาง ธ.ก.ส. พาณิชย์ จังหวัด เกษตรจังหวัด หอการค้าจังหวัด จะชี้เป้าให้ว่าแต่ละชุมชนควรปลูกพืชชนิดใด โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อกับเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ไม่ได้เป็นการบังคับ วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการเริ่มต้นนำร่องโดยจะใช้ในช่วงที่จะเกิดวิกฤติภัยแล้งให้เป็นโอกาส ในกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองรวม 26 จังหวัด ครอบคลุมเกษตรกรประมาณ 100,000 คน ทั้งนี้ ชุมชนจะเป็นผู้บอกว่าจะปลูกพืชอะไรต้องเช่าที่ดินหรือไม่ ต้องจ้างงานหรือไม่ ต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากที่ไหนในส่วนนี้ให้บริหารกันเอง ขณะที่ ธ.ก.ส. กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดจะช่วยหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่ปลูกให้เมื่อเกษตรกรผลิตและขายได้กำไรก็จะให้ชุมชนแบ่งปันกันเอง
สำหรับโครงการที่ 2 เป็นการยกระดับ การผลิต การแปรรูป การเพิ่มมูลค่า การบริหารจัดการ ของเกษตรกรเพื่อให้เป็นผู้ประกอบการ โดย ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จะร่วมมือกันสรรหาและคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในแต่ละตำบลขึ้นมา โดยโครงการนี้มีวงเงินสินเชื่อ 60,000-70,000 ล้านบาท ที่จะลงไปสู่ชุมชนเพื่อจะทำให้เกิดการสร้างเครือข่าย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคเกษตร หรือพูดง่ายๆจะคัดเลือกเกษตรกรที่จะเป็นผู้ประกอบการในอนาคตได้ให้เป็นตัวแทนในการปรับปรุงการผลิต และยกคุณภาพของสินค้าขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องความรู้และการตลาด.
ต้องขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thairath.co.th/content/694682
ป้ายกำกับ:
ข่าวที่น่าสนใจ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น